นักลงทุนสัมพันธ์

จรรยาบรรณนักลงทุนสัมพันธ์

ข้อพึงปฏิบัติของนักลงทุนสัมพันธ์

  1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต
  2. เปิดเผยข้อมูลที่จำเป็นอย่างครบถ้วนและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย
  3. เปิดโอกาสให้บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงและสอบถามข้อมูลได้
  4. ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดถือผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสียเป็นที่ตั้ง
  5. รักษาความลับของบริษัทและไม่ใช้ข้อมูลภายในเพื่อประโยชน์ส่วนตน
  6. ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่และมีความเป็นมืออาชีพ
  7. หมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพในการทำงาน
  8. ปฏิบัติตามแนวทางการไม่รับนัดในช่วงใกล้ประกาศงบการเงินและแนวปฏิบัติในการซื้อขายหุ้นที่บริษัทได้กำหนดไว้

คำอธิบายและวิเคราะห์ของฝ่ายจัดการ

การวิเคราะห์และคำอธิบายของฝ่ายจัดการ (สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2562)

         (1)     ภาพรวมของการดำเนินธุรกิจ   

            ธุรกิจลิสซิ่งในประเทศไทยแบ่งลักษณะผู้ประกอบการออกได้เป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มที่มุ่งเน้นให้เช่าทรัพย์สินแบบสัญญาเช่าทางการเงิน (Financial Lease) และสัญญาเช่าซื้อกับกลุ่มที่มุ่งเน้นการให้เช่าแบบสัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) โดยบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด จัดอยู่ในกลุ่มธุรกิจบริการสัญญาเช่าดำเนินงาน (Operating Lease) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของธุรกิจ การดำเนินงานของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด ในปี 2562 มุ่งเน้นการให้บริการรูปแบบต่างๆ ที่มีมาตรฐานสอดคล้องความต้องการของคู่ค้า สร้างคุณค่าเพิ่มในการให้บริการ พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยีมาใช้งาน บริหารจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้งานเพื่อนำไปเป็นแผนพัฒนาให้กับผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมทุกกิจกรรมที่เสริมสร้างความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเริ่มจากธุรกิจที่ให้บริการ ณ ปัจจุบันเป็นต้นแบบความปลอดภัย อาทิ กลุ่มรถเช่าองค์กรที่ร่วมผลักดันความปลอดภัยด้วยการติดตั้งระบบตรวจสอบพร้อมรายงานพฤติกรรมการขับขี่ การให้บริการต้นแบบพนักงานผู้ช่วยผู้บริหาร (Personal Accelerator) การพัฒนาระบบและการจัดเก็บข้อมูลงานลูกค้าสัมพันธ์สู่ระบบออนไลน์   เป้าหมายการจัดการกลยุทธ์การให้บริการของธุรกิจยานพาหนะให้เช่า จึงมุ่งเน้นลูกค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น สอดคล้องกับงานบริการที่เพิ่มขึ้น 

            ธุรกิจประกันวินาศภัย ในปีที่ผ่านมาพบว่าเบี้ยประกันภัยรถยนต์และเบี้ยประกันเบ็ดเตล็ด มีอัตราการเติบโต    แนวโน้มการแข่งขันในตลาดประกันภัยยังคงรุนแรง จากช่องทางการขายใหม่ที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการขายผ่านเว็บไซด์ แอปพลิเคชั่นมือถือ หรือร้านสะดวกซื้อ การรักษาฐานลูกค้าต่ออายุกรมธรรม์และขยายผลิตภัณฑ์ยังคงเป็นสิ่งที่สำคัญ การจัดการกลยุทธ์ในการแข่งขัน มุ่งเน้นในการให้บริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ จัดหาผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับความต้องการของกลุ่มลูกค้า และคัดเลือกบริษัทประกันภัยที่มีความมั่นคงและเสถียรภาพ เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และทำงานร่วมกับกรมการประกันภัยเพื่อประโยชน์ร่วมกัน ทั้งลูกค้า คู่ค้า และบริษัทตัวแทนประกันภัย

            หนี้สินผลเสียหายจากคดีภาษีอากรของกิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน

            ตามที่เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 1 และข้อ 21 บริษัทฯมีหนี้สินภาษีที่อยู่ในระหว่างการดำเนินการชำระให้แก่กรมสรรพากรจำนวน 242 ล้านบาท จากการที่บริษัทฯถูกฟ้องร้องเป็นจำเลยร่วมจากกรมสรรพากรให้ชำระภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มของปี 2544 และ 2545 พร้อมทั้งเงินเพิ่มจำนวนรวมทั้งสิ้น 252 ล้านบาท แทนกิจการร่วมค้าบริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัท ล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์นิวแนม อิงค์ (กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน) ซึ่งบริษัทฯเคยเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมลงทุนในการก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครและได้พ้นจากการเป็นผู้ร่วมค้าแล้วตั้งแต่ปี 2543 และเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำตัดสินของศาลภาษีอากรกลาง ส่งผลให้บริษัทฯต้องร่วมชำระหนี้ภาษีอากรให้แก่กรมสรรพากร เนื่องจากบริษัท พรีเมียร์ อินฟราสตรัคเจอร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งเป็นจำเลยร่วมในฐานะผู้ถือหุ้นของกิจการร่วมค้าซึ่งได้รับโอนสัดส่วนการร่วมลงทุนจากบริษัทฯในปี 2543 อยู่ในสถานะล้มละลาย บริษัทฯจึงต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่ายชำระค่าภาษีอากรนี้ให้แก่กรมสรรพากรตามคำพิพากษา บริษัทฯได้จ่ายชำระค่าภาษีอากรนี้ให้แก่กรมสรรพากรแล้วเป็นจำนวน 10 ล้านบาท คงเหลือหนี้ภาษีอากรส่วนที่เหลือจำนวน 242 ล้านบาท

            เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 บริษัทฯได้รับหมายบังคับคดีแจ้งการยึดหุ้นสามัญของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด จำนวน 48,339,869 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 75.53 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด เพื่อนำไปขายทอดตลาด และนำเงินที่ได้จากการขายมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 สำนักงานบังคับคดีแพ่งประกาศนัดขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าว ซึ่งจากการขายทอดตลาดหุ้นรวมทั้งสิ้น 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2563 โดยในครั้งสุดท้ายที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2563 ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสนอซื้อหุ้นดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯจนกว่าจะมีบุคคลอื่นมาซื้อจากการขายทอดตลาดและการดำเนินงานของบริษัทย่อยยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทฯ ดังนั้น ณ ปัจจุบัน บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด จึงยังคงมีฐานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท

            คดีแพ่งอันเกี่ยวเนื่องกับกระบวนการฟื้นฟูกิจการ

            เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2560 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้องบริษัทต่อศาลล้มละลายกลางในฐานะหุ้นส่วนของกิจการร่วมค้าบริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) บริษัท เพท เอ็นจิเนียส์ อิงค์ และบริษัท ล็อควูด แอนดรูส์ แอนด์นิวแนม อิงค์ (กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลน) ให้ร่วมรับผิดชอบในค่าผลงานที่กิจการร่วมค้า พีอี-เพทแลนค้างชำระตามสัญญาจ้างเหมาช่วงงานก่อสร้างโครงการบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ปี 2544 ถึง 2546 เป็นเงินต้นจำนวน 650.79 ล้านบาทและดอกเบี้ยจำนวน 653.01 ล้านบาท ตามที่เปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินข้อ 4.4 นั้น

            ต่อมาในเดือนธันวาคม 2560 ศาลล้มละลายกลางได้มีคำพิพากษาให้บริษัทฯชำระเงินแก่บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 478,774,424.90 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของเงินต้นดังกล่าว นับจากวันที่ 23 กรกฎาคม 2546 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น 

            บริษัทฯได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษเพื่อคัดค้านคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลางในเดือนมิถุนายน 2561 และในวันที่ 5 มิถุนายน 2562 ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษได้อ่านคำพิพากษาเห็นพ้องด้วยบางส่วนตามคำพิพากษาของศาลล้มละลายกลาง โดยได้มีคำพิพากษาแก้เป็นว่าให้บริษัทฯชำระเงินให้แก่บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงิน 837,221,091.68 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินต้น 473,466,980.61 บาท นับจากวันที่ 3 เมษายน 2555 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น

            เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 บริษัทฯได้ยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาต่อศาลฎีกา เพื่อขออนุญาตฎีกาคัดค้านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันคำร้องดังกล่าวยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ฝ่ายบริหารของบริษัทฯ ทนายความและคณะทำงานร่างคำขออนุญาตฎีกาและฎีกามีความเชื่อมั่นในประเด็นข้อต่อสู้และมีความเห็นว่าศาลฎีกาน่าจะรับฎีกาไว้พิจารณาและมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ บริษัทฯจึงไม่ได้บันทึกประมาณการหนี้สินตามคำพิพากษาดังกล่าวในงบการเงิน 

            ในช่วงการพิจารณาของศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2561 บริษัท เนาวรัตน์พัฒนาการ จำกัด (มหาชน) ได้นำยึดหุ้นสามัญของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด จำนวน 15,660,129 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 24.47 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดของบริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด เพื่อนำไปขายทอดตลาดต่อไป และศาลล้มลายกลางมีคำสั่งให้นำหุ้นจำนวนนี้ไปขายทอดตลาดรวมกับหุ้นที่ถูกยึดในดคีภาษีอากร  โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2562 สำนักงานบังคับคดีแพ่งประกาศนัดขายทอดตลาดหุ้นทั้งสองคดีพร้อมกัน ซึ่งจากการขายทอดตลาดหุ้นดังกล่าวรวมทั้งสิ้น 4 ครั้งตั้งแต่ปี 2562 ถึง 2563 โดยในครั้งสุดท้ายที่จัดให้มีขึ้นในวันที่ 29 มกราคม 2563 ไม่ปรากฏว่ามีผู้เสนอซื้อหุ้นดังกล่าวแต่อย่างใด ทั้งนี้ หุ้นดังกล่าวยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทฯจนกว่าจะมีบุคคลอื่นมาซื้อจากการขายทอดตลาดและการดำเนินงานของบริษัทย่อยยังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทฯ ดังนั้น ณ ปัจจุบัน บริษัท พรีเมียร์ อินเตอร์ ลิซซิ่ง จำกัด จึงยังคงมีฐานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัท 

         (2)     ผลการดำเนินงาน

            บริษัทและบริษัทย่อยมีกำไรสำหรับปี จำนวน 37.93 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 12.73 ล้านบาท 
ในปี 2562 บริษัทย่อยรับรู้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานที่กำหนดอัตราค่าชดเชยเพิ่มขึ้นสำหรับลูกจ้างที่ทำงานติดต่อกันครบ 20 ปี ให้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 400 วัน การเปลี่ยนแปลงของกฎหมายทำให้บริษัทย่อยต้องรับรู้ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงเป็นค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานระยะยาวในส่วนของต้นทุนบริการในอดีต จำนวน 7.16 ล้านบาท ดังนั้นกำไรไม่รวมรายการพิเศษดังกล่าวจะมีจำนวน 35.09 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนจะมีกำไรลดลง 5.57 ล้านบาท รายการที่เปลี่ยนแปลงสำคัญในงวดมีดังนี้

            1.   รายได้จากค่าเช่าและการบริการ

            รายได้จากค่าเช่าและบริการในปีมีจำนวน 617.49 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน จำนวน 79.06 ล้านบาท อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ร้อยละ 35 อันเนื่องจากการจัดการกลยุทธ์การให้บริการของธุรกิจยานพาหนะให้เช่าโดยมุ่งเน้นลูกค้าที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้นสอดคล้องกับงานบริการที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้จำนวนยานพาหนะให้เช่ามีจำนวนลดลง ขณะเดียวกันอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2562 สูงกว่าปีก่อน

            2.   รายได้อื่นจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์

            บริษัทย่อยมีกำไรจากการจำหน่ายยานพาหนะและอุปกรณ์ จำนวน 12.23 ล้านบาท กำไรลดลงจากปีก่อนจำนวน 23.63 ล้านบาท เนื่องจากในปีปัจจุบันยานพาหนะที่จำหน่ายส่วนใหญ่ไม่มีการตั้งด้อยค่า ซึ่งบริษัทย่อยได้พิจารณาตั้งสำรองด้อยค่าตั้งแต่ปี 2557 และ 2558 จึงส่งผลให้ในปี 2562 รายการโอนกลับด้อยค่ายานพาหนะให้เช่าที่จำหน่ายมีจำนวนน้อยกว่าปีก่อน

            3.   ค่าใช้จ่ายในการบริหาร

            ค่าใช้จ่ายในการบริหารมีจำนวน 135.88 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 3.03 ล้านบาท เกิดจากรายการค่าเช่าสำนักงานลดลงจำนวน 1.35 ล้านบาท และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายลดลงจำนวน 1.54 ล้านบาท

            4.   ค่าใช้จ่ายทางการเงิน

            ค่าใช้จ่ายทางการเงินมีจำนวน 56.93 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 13.21 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณยานพาหนะให้เช่าลดลงส่งผลให้หนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินลดลง

         (3)     ฐานะการเงิน

            สินทรัพย์รวมจำนวน 1,512.33 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 316.51 ล้านบาท  ส่วนใหญ่มาจากรายการยานพาหนะให้เช่าและอุปกรณ์ลดลง จำนวน 299.02 ล้านบาท โดยในงวดมียอดซื้อเข้าน้อยกว่าปริมาณจำหน่ายออก ในปี 2562 ยอดซื้อเข้าจำนวน 180.55 ล้านบาท ยอดจำหน่ายออกสุทธิจากค่าเสื่อมราคาจำนวน 271.59 ล้านบาท ค่าเสื่อมราคาในงวดมีจำนวน 217.18 ล้านบาท และรายการโอนกลับด้อยค่าจากการจำหน่ายมีจำนวน 9.20 ล้านบาท              

            เงินลงทุนชั่วคราวเพิ่มขึ้นจำนวน 16.58 ล้านบาท ในขณะที่เงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขายลดลง 31.40 ล้านบาท ซึ่งเป็นการจัดการเงินทุนหมุนเวียนของกิจการ

            ลูกหนี้การค้าและลูกหนี้อื่นลดลง 24.61 ล้านบาท ยอดที่ลดลงส่วนใหญ่มาจากลูกหนี้ของธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ

            สินทรัพย์ภาษีเงินได้ในงวดปัจจุบัน หมายถึงภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายของปี 2562 ซึ่งมีจำนวน 28.75 ล้านบาท และจากการจัดประเภทรายการภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายปี 2561 เป็นสินทรัพย์ไม่หมุนเวียน จำนวน 32.75 ล้านบาท ทำให้สินทรัพย์ไม่หมุนเวียนอื่นเพิ่มขึ้นจำนวน 31.93 ล้านบาท

            หนี้สินรวม มีจำนวน  1,384.07 ล้านบาท ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน 345.94 ล้านบาท รายการหลักมาจากหนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินลดลง จำนวนรวม 348.07 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณยานพาหนะให้เช่าลดลงส่งผลให้หนี้สินตามสัญญาเช่าทางการเงินลดลง

            เจ้าหนี้การค้าและเจ้าหนี้อื่นลดลงจำนวน 11.07 ล้านบาท มาจากเจ้าหนี้ของธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ

            สำรองผลประโยชน์ระยะยาวของพนักงานเพิ่มขึ้นจำนวน 7.67 ล้านบาท จากการรับรู้ผลการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานทำให้บริษัทย่อยรับรู้หนี้สินเพิ่มขึ้น

            หนี้สินภาษีเงินได้รอการตัดบัญชีเพิ่มขึ้น 10.08 ล้านบาท เป็นการคำนวณผลแตกต่างของมูลค่าสินทรัพย์ หนี้สินในทางบัญชีที่แตกต่างกับมูลค่าทางภาษี  ในส่วนของรายการสินทรัพย์และหนี้สินที่เกิดจากสัญญาเช่าทางการเงินเป็นหลัก

            หนี้สินไม่หมุนเวียนอื่น ลดลงจำนวน 3.11 ล้านบาท จากสิทธิการเช่าลดลงจำนวน 1.0 ล้านบาท และเงินมัดจำตามสัญญาเช่ายานพาหนะลดลง 2.11 ล้านบาท

            ส่วนของผู้ถือหุ้น ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีจำนวน 128.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 29.43 ล้านบาท ซึ่งมาจากในงวดมีกำไรสำหรับปี จำนวน 27.93 ล้านบาท และจากการคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัยใหม่เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายแรงงานทำให้มีกำไรเพิ่มขึ้น 3.22 ล้านบาท รายการองค์ประกอบอื่นของส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงจำนวน 1.72 ล้านบาท เกิดจากการวัดมูลค่ายุติธรรมของเงินลงทุนในหลักทรัพย์เผื่อขาย        

        (4)     สภาพคล่องและแหล่งเงินทุน

            เงินสดจากกิจกรรมดำเนินงานมาจากรายได้ของธุรกิจให้เช่ายานพาหนะ ธุรกิจนายหน้าประกันภัย และธุรกิจให้เช่าอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เป็นหลัก กระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานในปี มีจำนวน 233.68 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนจำนวน 42.90 ล้านบาท เนื่องจากการดำเนินงานที่มีรายได้ลดลง

            เงินสดจากกิจกรรมการลงทุน มีจำนวน 274.66 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนจำนวน 81.44 ล้านบาทโดยหลักมาจากการจำหน่ายยานพาหนะให้เช่าที่ครบกำหนดสัญญาเช่า

            เงินสดจากกิจกรรมจัดหาเงินในงวดใช้ไปจำนวน 509.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนจำนวน 35.01 ล้านบาท จากการจ่ายชำระหนี้ตามกำหนดของสัญญาเช่าทางการเงิน

         (5)     ปัจจัยหรือเหตุการณ์ที่จะมีต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

            กรณีของการดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2563 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีหนังสือขอให้บริษัทชี้แจงแนวทางแก้ไขปัญหาจาการที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัท และเร่งดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วน เพื่อไม่ให้เข้าข่ายถูกเพิกถอนหลักทรัพย์  ซึ่งตามข้อบังคับของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการเพิกถอนหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2542 บริษัทอาจเข้าข่ายถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน ในวันที่ 12 พฤษภาคม 2563 หากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน 

            และตามข้อบังคับตลาดหลักทรัพย์ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เรื่องการรับหุ้นสามัญหรือหุ้นบุริมสิทธิเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน พ.ศ. 2558 หากบริษัทไม่สามารถดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตรวจสอบให้ครบถ้วนได้ ตลาดหลักทรัพย์จะหยุดพักการซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัทตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2563

            บริษัทได้มีหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงในเรื่องสถานะของบริษัทต่อตลาดหลักทรัพย์แห่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2563 ในประเด็นเหตุที่ผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทมาจากปัจจัยเรื่องคดีความที่บริษัทไม่สามารถควบคุม หรือหาแนวทางเพื่อมาแก้ไขได้ (อ้างถึงรายงานของผู้สอบบัญชี วรรคเกณฑ์การไม่แสดงความเห็น) บริษัทจึงได้เพียงแต่รอผลว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งหรือมีคำพิพากษาเป็นอย่างไร

            ส่วนการสรรหาบุคคลเพื่อมาดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระและกรรมการตรวจสอบนั้น การสรรหาบุคคลที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมไม่สามารถดำเนินการได้โดยง่าย ด้วยเหตุเรื่องของสถานะของบริษัทที่อาจเข้าข่ายถูกเพิกถอนจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน อันเนื่องมาจากผู้สอบบัญชีไม่แสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทเป็นเวลาสามปีติดต่อกัน (ปี 2560 2561 และ 2562) ด้วยเหตุตามที่กล่าวข้างต้น

            ทั้งนี้การดำรงสถานะการเป็นบริษัทจดทะเบียนของบริษัท ไม่มีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัทย่อย

แบบแสดงรายการข้อมูลประจําปี (แบบ 56-1)

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2562 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2561 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2560 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2559 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2558 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2557 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2556 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2555 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2554 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2553 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2552 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2551 รายละเอียดเพิ่มเติม

แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี 2550 รายละเอียดเพิ่มเติม

รายงานการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผู้ถือหุ้นรายใหญ่

กลุ่มผู้ถือหุ้นที่ถือหุ้นสูงสุด 10 รายแรก ที่มีชื่อปรากฏตามทะเบียนบัญชีผู้ถือหุ้น ณ 2562 มีดังต่อไปนี้

รายชื่อผู้ถือหุ้น จำนวนหุ้น % การถือหุ้น
บริษัท พรีเมียร์ ฟิชชั่น แคปปิตอล จำกัด 199,700,000.00 24.96
นายทวีฉัตร จุฬางกูร 196,000,000.00 24.50
บริษัท พรีเมียร์ โกลเบิล คอร์เปอเรชั่น จำกัด 42,439,226.00 5.30
บริษัท พรีเมียร์ แพลนเนอร์ จำกัด 41,410,616.00 5.18
COMMERZBANK AG, SINGAPORE BRANCH 22,974,780.00 2.87
บริษัท ลิควิเดชั่น 3 จำกัด 14,056,022.00 1.76
นางวิมลทิพย์ พงศธร 13,416,235.00 1.68
นายภูศิษฐ์ จิตติละอองวงศ์ 12,010,000.00 1.50
ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) 11,964,495.00 1.50
น.ส. สมจิตต์ ธาราอมรรัตน์ 8,650,000.00 1.08
รวมผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 562,621,374.00 70.33

หลักเกณฑ์การให้สิทธิผู้ถือหุ้นส่วนน้อย

บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จำกัด (มหาชน) ตระหนักถึงความสำคัญและสิทธิเท่าเทียมกันของผู้ถือหุ้นทุกราย และเพื่อ เป็นการส่งเสริมการกำกับดูแลกิจการที่ดี ดังนั้นก่อนการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น บริษัทจึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอเรื่องที่ผู้ถือหุ้น เห็นว่าเป็นประโยชน์แก่บริษัท เพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนด ดังนี้

1 . คุณสมบัติของผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเสนอ

ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับ การพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท จะต้องมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้
1.1 เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยไม่จำกัดจำนวนหุ้นและระยะเวลาที่ถือหุ้นของบริษัท เป็นผู้ถือหุ้นของบริษัทราย เดียวหรือหลายรายรวมกันก็ได้ และต้องถือหุ้นในวันที่เสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมหรือ เสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
1.2 สามารถแสดงหลักฐานการถือหุ้น เช่น หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่นจาก ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น

2. หลักเกณฑ์การเสนอเรื่องเพื่อพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุม
2.1 เงื่อนไขการพิจารณาเรื่องที่เสนอเพื่อบรรจุเป็นวาระการประชุม บริษัทขอสงวนสิทธิที่จะนำเสนอเรื่องที่บริษัทเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อบริษัทและผู้ถือหุ้นโดยรวม และเป็นไป ตามที่กฎหมาย และระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกำหนดบรรจุเป็นวาระการประชุม เว้นแต่เรื่องดังต่อไปนี้ บริษัทจะ ไม่บรรจุเป็นวาระการประชุม
(1) เรื่องที่เกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจปกติของบริษัท และข้อเท็จจริงที่กล่าวอ้างโดยผู้ถือหุ้นมิได้แสดงถึงเหตุ อันสมควรเกี่ยวกับความไม่ปกติของเรื่องดังกล่าว
(2) เรื่องที่อยู่นอกเหนืออำนาจที่บริษัทจะดำเนินการให้เกิดผลตามที่ประสงค์
(3) เรื่องที่เคยเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาแล้วในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา และได้รับมติสนับสนุน ด้วยคะแนนเสียงน้อยกว่าร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นที่มีสิทธิออกเสียงทั้งหมดของบริษัท โดยที่ข้อ เท็จจริงในเรื่องนั้นยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
(4) เรื่องที่ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์และข้อบังคับของบริษัท หรือ ขัดกับกฎหมาย ประกาศ กฎ และ ระเบียบต่างๆ ของหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานที่กำกับดูแลบริษัท
(5) เรื่องที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของบุคคล หรือ กลุ่มบุคคลโดยเฉพาะ
(6) เรื่องที่บริษัทได้ดำเนินการแล้ว
(7) เรื่องที่ผู้ถือหุ้นเสนอโดยไม่มีข้อมูลรายละเอียดเพียงพอ หรือไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดข้างต้น
(8) กรณีอื่นใดตามที่คณะกรรมการตลาดทุนหรือกฎหมายกำหนด

2.2 ขั้นตอนในการพิจารณา
(1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอวาระการประชุมสามัญ ผู้ถือหุ้นประจำปี” (แบบ ก) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวมกันเสนอ วาระการประชุม ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนลงในแบบ ก พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ และรวมเป็นชุดเดียวกัน
(2) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัทพร้อมกับ แบบ ก ดังนี้ (ก) หลักฐานการถือหุ้น ได้แก่ หนังสือรับรองการถือหุ้นจากบริษัทหลักทรัพย์ หรือหลักฐานอื่น จากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือ บริษัท ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จากัด (ข) เอกสารแสดงตนของผู้ถือหุ้น กรณีผู้ถือหุ้นเป็นบุคคลธรรมดา - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง (กรณีเป็นชาวต่างประเทศ) พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง กรณีผู้ถือหุ้นเป็นนิติบุคคล -สำเนาหนังสือรับรองนิติบุคคล และสำเนาบัตรประจาตัวประชาชน หรือหนังสือเดินทาง ( กรณีเป็นชาวต่างประเทศ ) ของกรรมการผู้มีอำนาจลงนามที่ได้ลงชื่อใน แบบ ก พร้อมทั้ง ลงนามรับรองสำเนาถูกต้อง
(3) นำส่ง แบบ ก พร้อมเอกสารหลักฐานที่บริษัทกาหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเลคทรอนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่ เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(4) คณะกรรมการจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของวาระการประชุมที่ผู้ถือหุ้นเสนอ ซึ่งจะต้องไม่มี ลักษณะเข้าข่ายตามข้อ 2.1 (1) – (8)
(5) เรื่องที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะบรรจุเป็นวาระการประชุมในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้น พร้อมความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับเรื่องที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้ง ให้ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

3. หลักเกณฑ์การเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการ
3.1 คุณสมบัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท
(1) มีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายมหาชนจำกัด พรบ.หลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และข้อบังคับของ บริษัท
(2) มีความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท
(3) ไม่เป็นผู้ถือหุ้นหรือเข้าร่วมเป็นหุ้นส่วน หรือเป็นกรรมการหรือพนักงานของบริษัทที่ประกอบกิจการ อันมีสภาพอย่างเดียวกัน และเป็นการแข่งขันกับกิจการของบริษัทและ/หรือบริษัทย่อย 3 3.2 ขั้นตอนในการพิจารณา (1) ผู้ถือหุ้นที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตาม ข้อ 1. ต้องกรอกข้อมูลใน “แบบเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณา เลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ข ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ กรณีผู้ถือหุ้นหลายรายรวม กันเสนอชื่อ ผู้ถือหุ้นทุกรายต้องกรอกรายละเอียดของตนในแบบ ข พร้อมทั้งลงลายมือชื่อและรวมเป็นชุด เดียวกัน (2) ดำเนินการให้บุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อกรอกข้อมูลใน “แบบข้อมูลของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อเพื่อ รับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัท” ( แบบ ค ) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ (3) จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จะต้องจัดส่งให้บริษัท ตามที่ระบุในข้อ 2.2 (2) ให้ครบถ้วน พร้อมทั้งเอกสาร ประกอบการพิจารณาด้านคุณสมบัติ ได้แก่ หลักฐานการศึกษา และประวัติการทางานของบุคคลที่ได้รับ การเสนอชื่อ
(4) นำส่งแบบ ข และแบบ ค พร้อมหลักฐานที่บริษัทกำหนด อย่างไม่เป็นทางการก่อนได้ทางโทรสารหมายเลข 0-2301-1020 หรือทางจดหมายอิเล็คโทรนิกส์ (e-mail) ที่ ircontact@pe.premier.co.th และจัดส่งต้นฉบับ โดยทางจดหมายลงทะเบียนมาที่เลขานุการบริษัท บริษัท พรีเมียร์ เอ็นเตอร์ไพรซ์ จากัด (มหาชน) เลขที่ 1 อาคารพรีเมียร์คอร์เปอเรทปาร์ค ซอยพรีเมียร์ 2 ถนนศรีนครินทร์ แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(5) คณะกรรมการบริษัทจะเป็นผู้พิจารณาความเหมาะสมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ
(6) บุคคลที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ จะได้รับการเสนอชื่อในวาระการเลือกตั้งกรรมการพร้อม ความเห็นของคณะกรรมการ สำหรับบุคคลที่ไม่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการ บริษัทจะแจ้งให้ ผู้ถือหุ้นที่เสนอทราบพร้อมเหตุผล และจะชี้แจงเหตุผลให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นทราบ

4. ช่วงเวลาที่เปิดรับเรื่อง
ผู้ถือหุ้นที่ต้องการเสนอเรื่องเพื่อให้คณะกรรมการพิจารณาบรรจุเป็นวาระการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น และเสนอชื่อบุคคลเพื่อรับการพิจารณาเลือกตั้งเป็นกรรมการบริษัทสามารถส่งหนังสือแจ้งมาที่บริษัทได้ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี

การประชุมผู้ถือหุ้น